Ural Neo 500 สองล้อพ่วงข้างพิกัดกลางจากแดนหมีขาว

Ural Neo 500 กำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของแบรนด์รถพ่วงข้างระดับตำนาน เมื่อมีแผนขายผ่านตัวแทนจำหน่ายในช่วงเดือนพฤษภาคม ปี 2026 โดยรุ่นนี้ถือเป็นรถจักรยานยนต์ 2 สูบ ในคลาส 500 ซีซี รุ่นแรกของตระกูลใหม่ภายใต้ชื่อ Ural Neo ที่ตั้งใจแยกภาพลักษณ์ออกจาก Ural แบบดั้งเดิมอย่างชัดเจน

ถ้าพูดถึงมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง ชื่อของ Ural มักจะโผล่ขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ เสมอ ด้วยประวัติศาสตร์ที่ลากยาวมาตั้งแต่ยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง จากดีไซน์ที่ได้รับอิทธิพลของ BMW ก่อนจะพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวตลอดเวลากว่า 80 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม โลกของ Ural ในปัจจุบันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ทั้งปัจจัยทางการเมือง สงคราม และมาตรการคว่ำบาตร ทำให้การผลิตรถไซด์คาร์แบบดั้งเดิมจากโรงงานในรัสเซียเผชิญอุปสรรคหนักหน่วง

แม้บริษัทจะพยายามแก้เกมด้วยการย้ายสายการประกอบไปยังคาซัคสถานในปี 2022 เพื่อป้อนตลาดต่างประเทศ แต่สุดท้ายต้นทุน ภาษีนำเข้า และโครงสร้างค่าใช้จ่ายก็ทำให้โมเดลนี้ไปต่อได้ยาก โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดหลัก ส่งผลให้แบรนด์ต้องมองหาทางเลือกใหม่ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของUral Neo 500

สำหรับ Neo 500 เลือกใช้ฐานการผลิตจากประเทศจีน โดยร่วมมือกับ Yingang ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ที่มีประสบการณ์ทั้งรถสองล้อและสามล้อ ซึ่งอาจฟังดูสวนทางกับภาพลักษณ์เดิมของแบรนด์ แต่ในเชิงธุรกิจถือว่าเป็นก้าวที่สมเหตุสมผล เพราะจีนมีความเชี่ยวชาญด้านรถพ่วงข้างและต้นทุนการผลิตที่ควบคุมได้ง่ายกว่า ตัวรถพัฒนาต่อยอดจาก Yingang SUV500 II ที่ผ่านการทดสอบใช้งานจริงในสหรัฐฯ และนำความคิดเห็นของผู้ใช้มาปรับปรุงก่อนเข้าสู่สายการผลิตจริง
ด้านขุมพลัง คาดว่าจะมาพร้อมเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ความจุราว 452 ซีซี ให้กำลังประมาณ 45 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ 5 สปีด พร้อมเกียร์ถอยหลัง ซึ่งเป็นจุดเด่นของรถพ่วงข้างโดยเฉพาะ แชสซีส์ออกแบบมารองรับไซด์คาร์โดยตรง และแม้น้ำหนักตัวจะยังใกล้เคียงกับรุ่นเก่า แต่ภาพรวมของดีไซน์และเทคโนโลยีกลับดูทันสมัยขึ้นอย่างชัดเจน

จุดที่แตกต่างจากรถยุคคลาสสิก คือรูปลักษณ์แนวแอดเวนเจอร์ที่ใส่แฟริ่ง กระจกบังลม หน้าจอ TFT สีขนาดใหญ่ และลูกเล่นเทคโนโลยีร่วมสมัยมากขึ้น ทำให้ Neo 500 ดูเข้าถึงผู้ใช้กลุ่มใหม่ได้ง่ายกว่าเดิม โดยเฉพาะคนที่อยากลองโลกของรถพ่วงข้าง แต่ไม่อินกับดีไซน์ย้อนยุคแบบดั้งเดิม

แม้ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการจะยังไม่ประกาศ แต่มีการคาดการณ์ว่าจะต่ำกว่า 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 468,300 บาท) ซึ่งถือว่าจับต้องได้มากกว่ารถรุ่นเก่าหลายรุ่น ความสำเร็จของ Neo 500 จึงไม่ใช่แค่การเปิดตัวรถรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญต่ออนาคตของแบรนด์ในภาพรวม ว่าจะสามารถยืนหยัดในตลาดโลกต่อไปได้หรือไม่ในยุคที่ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เรื่อง : ธราภณ วชิระธรกุล
เรียบเรียงข้อมูลโดย : Motorcycle Magazine
ติดตามข่าวสารยานยนต์ในรถใหม่ได้ที่ Motorcycle Magazine




