News

Triumph Rocket 3 Storm ครุยเซอร์รุ่นใหญ่ ปรับเฉดสี เพิ่มแรงม้า

Triumph Rocket 3 Storm

เมื่อประมาณปี 2004 ตลาดตลาดมอเตอร์ไซค์ครุยเซอร์กลายเป็นสมรภูมิรบเต็มรูปแบบ เมื่อบริษัทผู้ผลิตต่างๆ หันมาเอาดีด้านเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Honda VTX1800 รวมถึง Kawasaki VN2000 และหลังจากนั้นก็มี Triumph ที่กระโดดเข้ามาร่วมวงด้วยเครื่องยนต์สามสูบขนาด 2,300 ซีซี ที่สิงสถิตย์อยู่ในรุ่น Rocket III นับว่าเป็นขุมพลังที่อยู่ในรถบิ๊กไบค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยังคงรักษาตำแหน่งนี้ไว้จนถึงปัจจุบัน

Triumph Rocket 3 Storm

Triumph Rocket 3 Storm โฉมปี 2024 มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่รหัส R เป็นรุ่นที่มีความดุดันมากที่สุดตกแต่งด้วยแฮนด์บาร์ที่ต่ำลงและยื่นออกไปด้านหน้า ในขณะที่รุ่น GT เน้นการขับขี่สบายด้วยแฮนด์บาร์แบบยื่นเข้ากาตัวผู้ขับขี่ ตัวรถยังคงใช้หน้าจอแสดงผลขนาดเล็ก ความสูงเบาะนั่งที่ให้ความสปอร์ต และจุดพักเท้าที่ติดตั้งเยื้องไปข้างหน้า โดยทั้ง 2 รุ่น มีสมรรถนะและการตั้งค่าแชสซีเหมือนกัน แต่ในรุ่น GT จะมีน้ำหนักมากกว่าที่ 706 ปอนด์ (ประมาณ 320 กิโลกรัม) และรุ่น R อยู่ที่ 699 ปอนด์ (ประมาณ 317 กิโลกรัม)

Triumph Rocket 3 Storm

ตัวรถมาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร สามารถผลิตกำลังสูงสุด 180 แรงม้า ที่ 7,000 รอบต่อนาที ทำแรงบิดออกมาได้สูงสุด 225 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ทำให้เป็นรถจักรยานยนต์ที่ทรงพลังที่สุดของ Triumph ที่มีแรงบิดสูงสุดอันมหาศาล ซึ่งการปรับแต่งเครื่องยนต์สำหรับรุ่นนี้ ยังช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะเป็นไปตามขีดจำกัดการปล่อยก๊าซ Euro 5+ ล่าสุดในยุโรป โดยจะลดการปล่อย CO2 ลงอีกเล็กน้อย

แชสซีส์ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ด้านหน้าใช้โช้คหัวกลับ USD ของ Showa ขนาด 47 มม. ปรับแต่งได้เต็มที่ และสวิงอาร์มแขนเดียวพร้อมโมโนโช้ค Showa แบบออฟเซ็ตที่สามารถปรับแต่งให้เหมาะสมกับสไตล์การขับขี่ได้เช่นกัน ส่วนระบบเบรกด้านหน้าเป็น Brembo Stylema M4.30 คาลิเปอร์แบบเรเดียล 4 ลูกสูบ จับคู่กับดิสก์เบรกคู่หน้าขนาด 320 มม. ด้านหลัง Brembo Stylema M4.32 คาลิเปอร์ 4 ลูกสูบ จับกับดิสก์เบรกขนาด 300 มม. และพาวงระบบความปลอดภัย Cornering ABS มาให้เป็นมาตรฐานที่ทำงานร่วมกับ IMU แบบ 6 แกน ช่วยให้สามารถควบคุมการยึดเกาะถนนได้หลายระดับ พร้อมโหมดการขับขี่ 4 โหมด

Triumph Rocket 3 Storm

อุปกรณ์อื่นๆ ได้แก่ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ, ระบบควบคุมการทรงตัวบนทางลาดชัน, ระบบสตาร์ทแบบไม่ใช้กุญแจ และในรุ่น GT แฮนด์แบบปรับอุ่นมือได้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน แต่จะเป็นอุปกรณ์เสริมในรุ่น R และทั้ง 2 รุ่นสามารถปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคลได้ด้วยแฮนด์บาร์ เบาะนั่ง พักเท้า หน้าจอแสดงผล และตัวเลือกสำหรับขนสัมภาระต่างๆ ในขณะที่ด้านเทคโนโลยี ให้ระบบเปลี่ยนเกียร์ควิกชิฟเตอร์ขึ้น/ลง ระบบเชื่อมต่อสมาทโฟนสำหรับการนำทางและสื่อสารบนแผงหน้าจอ และระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง ทั้งหมดนี้มีจำหน่ายเป็นออพชันเสริมเช่นกัน

รูปลักษณ์ภายนอก นำเสนอในสไตล์ที่แหวกแนวไปจากเดิมเล็กน้อย โดยเปลี่ยนโครเมียมและอะลูมิเนียมขัดเงา เป็นสีดำซาตินทั้งบนท่อไอเสียอันโดดเด่น วงล้อใหม่ที่มีน้ำหนักเบาลง แต่ยังคงขนาดเดิมเหมือนรุ่นก่อนหน้า ล้อหน้าหุ้มด้วยยาง 150/860-17 และด้านหลัง 240/50-16 ทั้งคู่เป็นยาง Metzeler Cruisetec

แต่ละรุ่นมีตัวเลือกสีทูโทน 3 แบบ ได้แก่ แดง น้ำเงิน และเทา โดยแต่ละสีจะตัดด้วยสีดำ โดยในรุ่นย่อย GT มีราคาจำหน่ายที่ 25,795 เหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 930,300 บาท และในรหัส R มีค่าตัวอยู่ที่ 24,995 เหรียญสหรัฐฯ หรือราวๆ 901,300 บาท

 

 

 

เรื่อง : ธราภณ วชิระธรกุล

เรียบเรียงข้อมูลโดย : Motorcycle Magazine

ติดตามข่าวสาร ยานยนต์ รถจักรยานยนต์ รถใหม่ ได้ที่ Motorcycle Magazine

Related Articles

Back to top button

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้
    Cookies Details

Save